【นิตยสาร @ManGu สัมภาษณ์พิเศษนักแสดงนำจาก ซีรีส์ แสงดาว แสนศรัทธา】

14 จำนวนผู้เข้าชม  | 

【นิตยสาร @ManGu สัมภาษณ์พิเศษนักแสดงนำจาก ซีรีส์ แสงดาว แสนศรัทธา】

— บทสัมภาษณ์พิเศษ บาส อัศวภัทร์ ผลพิบูลย์ และ หลงชาง อธิป ก่อสินค้า นักแสดงนำจากซีรีส์ไทย “แสงดาว แสงศรัทธา”

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง วัยเยาว์จะยังคงหลงเหลืออะไร?

เมื่อความฝันต้องปะทะกับความเป็นจริง เราจะตามหาเส้นทางของตัวเองได้อย่างไร?

ซีรีส์ “แสงดาว แสงศรัทธา” นำแสดงโดย บาส และ หลงชาง พาผู้ชมย้อนกลับไปยังประเทศไทยในช่วงปี 1973 โดยมีนักศึกษา การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเป็นแกนหลักของเรื่อง ถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโต ความเชื่อ และความสัมพันธ์

ในเรื่อง บาส รับบทเป็น “เยว่” ตัวละครที่เงียบขรึมแต่มีความมุ่งมั่น ใช้ชีวิตอยู่ในป่ามาเป็นเวลานานและค่อนข้างแยกตัวออกจากโลกภายนอก ขณะที่ หลงชาง รับบทเป็น “รวินทร์” นักศึกษาหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและมีความคิดเป็นของตัวเอง

คนสองคนที่ดูเหมือนมาจากโลกที่แตกต่างกัน กลับได้มาพบกันเพราะโชคชะตา และต่างก็มองเห็นบางสิ่งที่ตัวเองไม่เคยมีมาก่อนผ่านอีกฝ่าย จากจุดเริ่มต้นที่ทั้งคู่ไม่เข้าใจกัน ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ความเชื่อใจ ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงกลายเป็นหนึ่งในเส้นเรื่องสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเรื่องราว

สำหรับ บาส แล้ว “เยว่” เป็นตัวละครที่ต้องใช้เวลาในการค้นหาและทำความเข้าใจ เขายอมรับว่าภายในใจของเยว่ มีความคิดมากมายซ่อนอยู่ แต่เขาไม่ใช่คนที่จะเปิดเผยความรู้สึกออกมาได้ง่าย ๆ จนกว่าจะรู้สึกไว้วางใจใครอย่างแท้จริง เขาจึงจะค่อย ๆ เปิดใจ

การรับบทนี้ยังถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ในเส้นทางการแสดงของบาส ตั้งแต่การถ่ายทำในสภาพแวดล้อมของป่า การฝึกต่อสู้ ไปจนถึงการถ่ายทอดอารมณ์ที่ซับซ้อนของตัวละคร ทุกองค์ประกอบทำให้เขาได้ค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของการแสดง

ส่วนหลงชาง ที่ได้ร่วมงานกับโปรดักชันขนาดใหญ่เป็นครั้งแรก มองว่า “แสงดาว แสงศรัทธา” ไม่ได้เป็นเพียงผลงานหนึ่งเรื่อง แต่ยังเป็นประสบการณ์แห่งการเติบโต ตั้งแต่การศึกษาบท การทำความเข้าใจตัวละคร ไปจนถึงการทำงานร่วมกับผู้กำกับ นักแสดง และทีมงานทั้งหมด

สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จึงไม่ได้มีเพียงทักษะด้านการแสดง แต่ยังรวมถึงการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนที่แตกต่างกัน คาแรกเตอร์ของรวินทร์ที่เต็มไปด้วยพลังของวัยรุ่น ความมุ่งมั่น และความเปิดกว้าง ก็ทำให้เขาสามารถทุ่มเทกับบทบาทนี้ และถ่ายทอดพลังของคนรุ่นใหม่ออกมาได้อย่างเต็มที่

ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ทั้งสองนักแสดงยังได้เล่าเรื่องราวเบื้องหลังการถ่ายทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความประหม่าในวันแรกที่พบกัน ความท้าทายของฉากในป่า ความตื่นเต้นจากฉากระเบิด รวมถึงมุมมองที่พวกเขามีต่อความสัมพันธ์อันซับซ้อนและมีคุณค่าระหว่างตัวละคร

สำหรับพวกเขาแล้ว “แสงดาว แสงศรัทธา” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ยังเป็นผลงานที่พูดถึง “สายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน”

ดังที่ บาส กล่าวไว้ คีย์เวิร์ดของเรื่องนี้คือ “ความหวัง” แม้เราจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ไม่เหมือนกัน แต่การได้พบเจอ เข้าใจกัน และมีใครสักคนคอยอยู่เคียงข้าง ก็สามารถมอบพลังให้เราเดินหน้าต่อไปได้

ขณะที่ หลงชาง เปรียบผลงานเรื่องนี้ว่าเหมือน “อาหารที่มีครบทุกรสชาติ” เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกหลากหลายมิติ รอให้ผู้ชมค่อย ๆ ลิ้มลองและค้นพบรสชาติของเรื่องราวด้วยตัวเอง

ครั้งนี้ มาติดตามเรื่องราวจาก บาส และ หลงชาง ไปพร้อมกัน เพื่อก้าวเข้าสู่โลกของ “แสงดาว แสงศรัทธา” สำรวจเรื่องราวของยุคสมัยนั้น และค้นหา “แสงสว่าง” ที่อยู่ในหัวใจของเราแต่ละคน


ManGu: ก่อนอื่น ขอให้ทั้งสองคนทักทายแฟน ๆ เป็นภาษาจีนหน่อยค่ะ

บาส & หลงชาง: สวัสดี @ManGu!

ManGu: ช่วยแนะนำตัวเองและบทบาทที่รับในเรื่องให้ทุกคนรู้จักหน่อยค่ะ

บาส: สวัสดีครับ ผมชื่อ บาส ในเรื่องรับบทเป็น เยว่ ครับ

หลงชาง: สวัสดีครับ ผมชื่อ หลงชาง ในเรื่องรับบทเป็น รวินทร์ ครับ

ManGu: ช่วยเล่าเรื่องราวของซีรีส์เรื่องนี้ให้แฟน ๆ ฟังแบบสั้น ๆ หน่อยค่ะ

บาส: ตอนแรกทั้งสองคนคิดว่าพวกเขาคงเข้ากันไม่ได้ แต่พอได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ความสัมพันธ์ก็เริ่มค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ส่วนหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร อยากให้ทุกคนไปติดตามชมกันเองครับ

หลงชาง: เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักศึกษาครับ ตัวละคร รวินทร์ ที่ผมรับบทหนีเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในป่า และที่นั่นเขาก็ได้พบกับ เยว่ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในป่าเช่นเดียวกันครับ

ManGu: อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้คะ?

บาส: นี่เป็นซีรีส์เรื่องแรกที่ผมรับบทนำครับ บทน่าสนใจมาก และเป็นแนวที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในประเทศไทย อีกทั้งตัวละครก็น่าสนใจ ผมเลยไปออดิชัน และโชคดีมากที่ได้รับบทนี้ครับ

หลงชาง: ผู้จัดการส่งบทมาให้ผมอ่านครับ พออ่านแล้วก็รู้สึกว่าน่าสนใจมาก และเป็นแนวที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ค่อยมีซีรีส์เรื่องไหนทำ ผมเลยตัดสินใจไปออดิชันครับ

ManGu: ความประทับใจแรกที่มีต่อกันกับตอนนี้ แตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?

บาส: ครั้งแรกที่เจอกันคือที่ห้องออดิชันครับ ตอนนั้นเรายังเกร็ง ๆ กันอยู่ เขาเป็นฝ่ายถามผมก่อนว่า “พี่ครับ พี่รับบทป็นตัวละครอะไร?” จากนั้นเราก็นั่งลงแล้วลองเล่นฉากด้วยกันครับ

หลงชาง: ตั้งแต่ตอนออดิชันจนถึงช่วงฝึกการแสดง เราทั้งคู่ยังค่อนข้างเกร็งกันอยู่ครับ แต่พอได้พูดคุยกันมากขึ้น ก็เริ่มสนิทและคุ้นเคยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ManGu: หลังจากได้ร่วมงานกัน คุณมองว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไรบ้างคะ?

บาส: สิ่งหนึ่งที่ผมชื่นชมเขามาก คือเขากล้าที่จะขอโทษอย่างตรงไปตรงมาเมื่อรู้ว่าตัวเองทำผิดครับ ความกล้าแบบนี้ ถ้าเป็นผมในวัยเดียวกับเขา ผมอาจจะยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะบางครั้งเรารู้ว่าตัวเองทำผิด แต่ด้วยความเขินหรืออายก็ทำให้พูดออกมาได้ยาก ผมเลยคิดว่านิสัยแบบนี้ของเขาน่ารักมากครับ

หลงชาง: ตอนแรก พี่บาส เป็นคนสุขุมและพูดไม่ค่อยเยอะครับ แต่พอสนิทกันแล้วก็เริ่มเปิดเผยตัวเองมากขึ้น แถมยังชอบชวนกันไปทำโน่นทำนี่ด้วย เพียงแต่บางครั้งนัดกันไว้แล้วก็ไม่ได้ไปด้วยกันด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างครับ (หัวเราะ)

ManGu: หลังจากร่วมงานกัน คุณคิดว่าอีกฝ่ายมีส่วนไหนที่คล้ายกับตัวละครของตัวเองบ้างคะ?

บาส: ผมคิดว่าสิ่งที่ผมคล้ายกับ เยว่ มากที่สุดคือ จริง ๆ แล้วภายในใจเราต่างก็มีความคิดมากมาย แต่ไม่ได้แสดงออกมาได้ง่าย ๆ ครับ ต้องรู้สึกสบายใจและไว้วางใจใครสักคนจริง ๆ ถึงจะค่อย ๆ เปิดใจ

แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เยว่ เป็นคนสุขุมกว่าและมีความเป็นผู้นำมากกว่า ส่วนผมจะพูดเยอะกว่า ถ้าสนิทกันแล้วสามารถคุยกับอีกฝ่ายได้ทั้งวันเลยครับ

หลงชาง: ผมคิดว่าส่วนที่ผมคล้ายกับ รวินทร์ คือเราทั้งคู่ชอบเล่น ชอบความสนุก และมีความมั่นใจในตัวเองครับ แต่สิ่งที่ต่างกันคือ รวินทร์ จะจริงจังกว่าผม และค่อนข้างตั้งใจกับทุกเรื่องมากกว่าครับ

ManGu: ถ้าให้เปรียบความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสองเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเลือกเป็นอะไรคะ?

บาส: ผมจะเปรียบพวกเขาเป็น “ปืน” ครับ เพราะปืนมีทั้งความหนักแน่น อันตราย และทรงพลัง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหมายในแง่ของการปกป้องตัวเองและปกป้องคนอื่นด้วย

เหตุผลที่ผมเปรียบแบบนี้ก็เพราะมันมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องครับ แต่รายละเอียดจะเป็นอย่างไร อยากให้ทุกคนไปดูแล้วค่อย ๆ ค้นพบกันเองครับ

หลงชาง: ผมจะเปรียบพวกเขาเป็น “ต้มยำกุ้ง” ครับ เพราะมีรสชาติหลายแบบอยู่ด้วยกัน ทั้งเปรี้ยว เผ็ด จัดจ้าน และมีความหลากหลาย ตอนแรกอาจจะรู้สึกว่าคาดเดาได้ยาก แต่พอค่อย ๆ ลิ้มลองไปเรื่อย ๆ ก็จะพบว่าทุกรสชาติผสมผสานกันได้อย่างลงตัวและมีเอกลักษณ์ครับ

ManGu: เรื่องนี้มีฉากหลังอยู่ในช่วงปี 1973 (พ.ศ. 2516) ถ้าตัวละครทั้งสองมี IG เป็นของตัวเอง คิดว่าพวกเขาจะโพสต์อะไรบ่อยที่สุดคะ?

บาส: เยว่ น่าจะเป็นสายแบ็กแพ็กครับ ส่วนใหญ่คงโพสต์เกี่ยวกับป่า ธรรมชาติ การเดินป่า หรือการเดินทางแบบออฟโรดครับ

หลงชาง: ส่วน รวินทร์ น่าจะโพสต์ชีวิตประจำวันเวลาออกไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ และบางครั้งก็น่าจะโพสต์ความคิดเห็นหรือมุมมองของตัวเองครับ

ManGu: ถ้าพวกเขามาอยู่ในยุคปัจจุบัน สิ่งแรกที่คิดว่าจะทำคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่ปรับตัวได้ยากที่สุดคะ?

บาส: เยว่ น่าจะไปทำงานอาสาสมัครครับ เพราะเขายังไม่ค่อยคุ้นเคยกับยุคสมัยปัจจุบัน และน่าจะเลือกทำสิ่งที่ใกล้เคียงกับชีวิตที่เคยเป็นอยู่ นั่นก็คือการช่วยเหลือผู้อื่นผ่านงานอาสาสมัคร

ส่วนสิ่งที่ปรับตัวยากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องวิถีชีวิตครับ เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่ในป่ามาเกือบครึ่งชีวิต และเข้าไปอยู่ในป่าก่อน รวินทร์ เสียอีก ดังนั้นการกลับเข้ามาใช้ชีวิตในโลกภายนอกอีกครั้งน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยมากครับ

หลงชาง: ถ้ามองจากด้านที่ รวินทร์ เป็นคนร่าเริงและชอบสนุก เขาน่าจะเลือกไปเที่ยวทั่วกรุงเทพฯ กับเพื่อน ๆ และไปปาร์ตี้ตามสถานที่ต่าง ๆ ครับ เพราะเขากับเพื่อน ๆ เป็นคนที่ชอบความสนุกและชอบใช้ชีวิต

แต่ผมคิดว่า รวินทร์ คงไม่รู้สึกว่าปรับตัวยาก เพราะเขาเองเป็นแกนนำของกลุ่มนักศึกษาและมีความคิดเปิดกว้าง สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้ดีครับ

ManGu: ถ้าไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในยุคนั้นแล้ว คิดว่าทั้งสองคนจะกลับมาเจอกันอีกครั้งที่ไหนคะ?

บาส: ผมคิดว่าน่าจะเป็นในป่าครับ บางทีผมอาจจะยังเลือกอยู่ในโลกของตัวเองและไม่ไปไหน ส่วน รวินทร์ ก็น่าจะไปเดินป่าหรือเดินทางแบบออฟโรดกับเพื่อน ๆ แล้วบังเอิญมาเจอผมที่กำลังสะพายเป้อยู่ครับ

หลงชาง: ผมคิดว่า เยว่ อาจจะกลายเป็นไกด์นำเที่ยวครับ แล้วทั้งสองคนก็อาจจะกลับมาเจอกันระหว่างทริปเดินทางสักครั้งหนึ่ง

ManGu: ก่อนเริ่มถ่ายทำ ทั้งสองคนเตรียมตัวและทำความเข้าใจตัวละคร รวมถึงเรื่องราวของซีรีส์อย่างไรบ้างคะ?

บาส: ในด้านการฝึกการแสดง เพราะเรื่องนี้มีฉากต่อสู้ค่อนข้างเยอะ เราจึงต้องฝึกทั้งเรื่องอาวุธปืนและการต่อสู้ รวมถึงเรียนรู้วิธีถือปืนอย่างถูกต้องครับ

แต่ต้องบอกก่อนว่าวิธีการใช้ปืนที่ปรากฏในเรื่องไม่ได้ตรงกับมาตรฐานสมัยใหม่ 100% เพราะเรื่องราวเกิดขึ้นในยุคที่ผู้คนยังไม่ได้รับการฝึกอย่างเป็นระบบ ส่วนใหญ่เรียนรู้จากคนในพื้นที่หรือจากประสบการณ์จริง

การฝึกของเรามีเป้าหมายหลักเพื่อให้เข้าใจวิธีใช้งานปืนอย่างแท้จริง และที่สำคัญคือเพื่อความปลอดภัยระหว่างการถ่ายทำครับ

หลงชาง: นี่เป็นซีรีส์เรื่องแรกของผม และเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับโปรดักชันขนาดใหญ่ขนาดนี้ครับ ผมจึงเตรียมตัวค่อนข้างเยอะ ทั้งอ่านบทซ้ำหลายรอบ และถ้ามีตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็จะถาม พี่บาส กับผู้กำกับโดยตรง

นอกจากนี้ช่วงออดิชัน การซ้อม และการทำความรู้จักกันก่อนเริ่มถ่ายทำ ก็ช่วยให้ผมเข้าสู่บทบาทได้เร็วขึ้น และช่วยให้การทำงานครั้งนี้ราบรื่นมากครับ

ManGu: ระหว่างถ่ายทำ มีเหตุการณ์อะไรที่รู้สึกว่าน่าสนใจและยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ไหมคะ?

บาส: จริง ๆ แล้วสำหรับผม ทุกเรื่องที่ได้เล่นก็มีความทรงจำที่ดีครับ แค่ได้เข้าไปอยู่ในฉาก ได้แสดงร่วมกับนักแสดงคนอื่น ๆ ที่ทุ่มเทให้กับบทบาทเหมือนกัน และได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของตัวละคร มันก็เป็นความสุขที่ทำให้ผมจดจำทุกช่วงเวลาได้แล้วครับ

หลงชาง: ผมมีฉากหนึ่งที่ด้านหลังมีการระเบิดจริงครับ พูดตามตรงว่าค่อนข้างน่ากลัว แต่ทีมงานมีมาตรการดูแลความปลอดภัยที่ดีมาก ความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและแปลกใหม่แบบนั้นหาได้ยากครับ เพราะไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่ใกล้การระเบิดจริงขนาดนั้น

ManGu: เรื่องนี้มีฉากกลางแจ้งและฉากธรรมชาติเยอะมาก ฉากไหนที่ท้าทายที่สุดสำหรับทั้งสองคนคะ?

บาส: สำหรับผมคือฉากในป่าครับ เพราะตัวละครของผมอยู่ในป่าเกือบ 80% ของเรื่อง ประกอบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอด ทั้งฝนตกและพื้นดินที่เต็มไปด้วยโคลน ทำให้การถ่ายทำและการเดินตามตำแหน่งต่าง ๆ ยากขึ้นมากครับ

หลงชาง: ผมคิดว่าสถานที่ถ่ายทำเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดครับ มีฉากหนึ่งที่ผมต้องเดินลงจากภูเขาไปตามหาเพื่อนที่อยู่ด้านล่าง ความสูงต่างกันมาก ตอนอยู่ตรงสถานที่จริงก็รู้สึกกลัวอยู่เหมือนกันครับ

ManGu: มีฉากไหนหรือช่วงเวลาไหนที่อยากให้ผู้ชมได้เห็นเป็นพิเศษไหมคะ? เพราะอะไร?

บาส: ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นฉากระหว่างผมกับเพื่อนร่วมทีมครับ ตอนถ่ายทำ ผมเชื่อจริง ๆ ว่าตัวเองคือ เยว่ และนักแสดงทุกคนที่อยู่รอบตัวก็ทุ่มเทกับบทบาทอย่างเต็มที่

บรรยากาศในตอนนั้นสำหรับผมมันสมบูรณ์แบบมาก เหมือนกับว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกนั้นจริง ๆ และกำลังผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปด้วยกัน ผมเลยอยากรู้มากว่าถ้าผู้ชมได้เห็นฉากเหล่านี้แล้ว พวกเขาจะรู้สึกแบบเดียวกับผมไหมครับ

หลงชาง: ผมอยากให้ทุกคนได้ดูช่วงเปิดเรื่องของตอนแรกมากที่สุดครับ เพราะจังหวะของตอนแรกเข้มข้นมาก ตั้งแต่การประท้วง การระเบิด ไปจนถึงตัวละครหนีเข้าไปในป่า เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องและทำให้เรื่องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว

ผมคิดว่าช่วงนี้จะสร้างความประทับใจให้ผู้ชมได้มาก และหวังว่าจะสามารถดึงทุกคนให้ติดตามเรื่องราวตั้งแต่ต้นครับ

ManGu: เรื่องนี้มีฉากหลังเป็นชีวิตมหาวิทยาลัย ทำให้หลายคนนึกถึงช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของตัวเอง แล้วตอนเป็นนักศึกษา ทั้งสองคนเป็นนักศึกษาแบบไหน มีประสบการณ์อะไรที่น่าจดจำบ้างไหมคะ?

บาส: ตั้งแต่ปี 2 ผมก็เริ่มทำงานและไปออดิชันโฆษณาไปด้วยครับ เลยไม่ได้มีเพื่อนเยอะมาก และการเข้าเรียนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย (หัวเราะ)

โชคดีที่มีเพื่อนสนิทอยู่หนึ่งสองคน คอยเตือนผมว่า “วิชานี้ต้องไปเรียนนะ” ช่วยดึงผมกลับมาเรื่องการเรียน ไม่ปล่อยให้ผมใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยงจนเกินไปครับ

หลงชาง: ผมเป็นสายชิล ๆ ครับ ชอบอยู่กับเพื่อน ๆ ออกไปเที่ยวเล่นด้วยกัน ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยแบบเรียบง่าย ๆ และบางครั้งก็ไปปาร์ตี้กับเพื่อนครับ

ManGu: ก่อนจะมาเป็นนักแสดง ตอนเด็ก ๆ เคยวาดฝันถึงอนาคตไว้อย่างไรบ้างคะ?

บาส: จริง ๆ ตอนเด็กผมไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจนครับ และก็ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร เวลาครูถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ผมถึงขั้นต้องดูคำตอบของเพื่อนแล้วเอามาคิดตามเลยครับ

จนกระทั่งเริ่มทำงานและกลายมาเป็นนักแสดง ผมถึงค่อย ๆ เข้าใจว่า จริง ๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ตั้งแต่แรกก็ได้ แค่ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุดก็พอ

สำหรับผมในตอนนี้ การแสดงคือสิ่งที่ผมอยากตั้งใจทำและอยากทำให้ดีที่สุด และบางทีนั่นอาจเป็นความฝันที่เป็นของผมเองครับ

หลงชาง: ตอนเด็ก ๆ ความฝันของผมคือการเป็นนักร้องหรือศิลปินครับ โดยเฉพาะแนวฮิปฮอป แต่ตอนนี้ผมได้เดินเข้าสู่เส้นทางนักแสดงแล้ว ก็อยากเป็นนักแสดงที่ดี และในขณะเดียวกันก็อยากพัฒนาด้านดนตรีต่อไปด้วย หวังว่าในอนาคตจะสามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กันได้ครับ

ManGu: จากการร่วมงานและประสบการณ์การถ่ายทำครั้งนี้ ทั้งสองคนได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับการแสดง ตัวละคร และผลงานเรื่องนี้บ้างไหมคะ?

บาส: สิ่งที่ผมได้มากที่สุดคือการได้สัมผัสรูปแบบการทำงานที่แตกต่างออกไปครับ แต่ละกองถ่ายมีจังหวะและบรรยากาศไม่เหมือนกัน และตัวละครแต่ละตัวก็มีมิติทางอารมณ์ของตัวเองที่เราต้องค่อย ๆ ค้นหาและทำความเข้าใจ

การรับบท เยว่ ทำให้ผมได้ค้นพบความเป็นไปได้หลายอย่างของตัวละครที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และยังทำให้ผมได้สัมผัสกับความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนด้วยครับ

หลงชาง: สำหรับผม นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมการผลิตซีรีส์ในระดับมืออาชีพและมีขนาดใหญ่ขนาดนี้ จึงเป็นโอกาสในการเรียนรู้ครั้งใหญ่มากครับ

ตั้งแต่ พี่บาส ผู้กำกับ ไปจนถึงทีมงานทุกคน ผมได้เรียนรู้หลายอย่างมาก ไม่ใช่แค่เทคนิคการแสดง แต่ยังรวมถึงวิธีสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้คนที่แตกต่างกันด้วย

ประสบการณ์ครั้งนี้เหมือนกับการเปิดประตูบานใหม่ให้กับผม ทำให้ได้เห็นโลกที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้มากมายครับ

ManGu: แล้วสำหรับผู้ชม อยากให้พวกเขาได้รับความรู้สึกหรืออะไรกลับไปจากซีรีส์เรื่องนี้คะ?

บาส: ผมคิดว่าสิ่งแรกคือเรื่องของประวัติศาสตร์ครับ เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จริง แต่เราไม่ได้ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่หนักจนเกินไป แต่ใช้เรื่องราวเป็นตัวกลางเพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงและรู้สึกเชื่อมโยงได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ผมคิดว่า “ความสัมพันธ์” ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของเรื่อง ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่าง เยว่ กับ รวินทร์ แต่ยังมีทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง พ่อแม่ลูก และเพื่อน ๆ ในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีความพิเศษครับ

หลงชาง: ผมก็คิดว่า “ความสัมพันธ์” เป็นหนึ่งในธีมสำคัญครับ นอกจากนี้ วิธีคิดและทัศนคติของตัวละครแต่ละตัวเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็มีหลายอย่างให้ผู้ชมได้คิดตาม

บางทีทุกคนอาจจะมองเห็นตัวเองบางส่วนผ่านตัวละคร และนำความรู้สึกเหล่านั้นกลับไปคิดต่อในชีวิตจริงได้ ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น อยากให้ทุกคนไปชมและค้นพบด้วยตัวเองครับ

ManGu: ถ้าให้แนะนำซีรีส์เรื่องนี้กับผู้ชมด้วยคำเพียงหนึ่งประโยค จะนิยามว่าอย่างไรคะ?

บาส: หนึ่งคำครับ — “ความหวัง” ถ้าอยากรู้ว่าความหวังนั้นคืออะไร ก็อยากให้ทุกคนไปติดตามชมกันครับ

หลงชาง: สนุกแน่นอนครับ! เรื่องนี้เหมือนอาหารที่มีครบทุกรสชาติเลยครับ

ManGu: สุดท้าย อยากฝากอะไรถึงผู้ชมเพื่อเชิญชวนให้ติดตามผลงานเรื่องนี้ไหมคะ?

บาส: “แสงดาว แสงศรัทธา” สามารถรับชมได้แล้วทาง Viu ฝากทุกคนติดตามและสนับสนุนกันด้วยนะครับ

หลงชาง: ฝากทุกคนติดตามและสนับสนุนซีรีส์ของพวกเรา “แสงดาว แสงศรัทธา” ด้วยนะครับ อัปเดตทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.00 น. แล้วพบกันในเรื่องครับ!

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้