7 จำนวนผู้เข้าชม |
ผู้ที่เปลี่ยนห้องแถวหนึ่งแถว ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กระดับไฮเอนด์ของกรุงเทพฯ
บทสัมภาษณ์พิเศษ คุณสุรภีร์ Rojanavongse ประธาน เกษร กรุ๊ป แห่งประเทศไทย
ในวัย 90 ปี คุณสุรภีร์ Rojanavongse ยังคงเรียนรู้การใช้ AI ทุกวัน
“มันใช้งานได้ดีและสนุกมาก” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แต่บางครั้งมันก็ทำผิด ฉันก็มีด่ามันบ้างเหมือนกัน”
เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อมโยงหญิงสูงวัยผู้สง่างามในชุดผ้าไหมไทยและมีท่วงทีสุขุมตรงหน้า เข้ากับแลนด์มาร์กหรูหราที่ส่องประกายอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ได้ แต่ผู้หญิงคนนี้เองคือผู้ที่เมื่อเกือบครึ่งศตวรรษก่อน ได้เปลี่ยนร้านค้าริมถนนธรรมดา ๆ หนึ่งแถว ให้กลายเป็น เกษร ศูนย์การค้าบูติกแห่งแรกของประเทศไทยที่วางตำแหน่งทางธุรกิจโดยมีแบรนด์ลักชัวรีเป็นหัวใจสำคัญ
ในแผนที่ธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทย เกษร คือชื่อที่ไม่อาจมองข้ามได้ ที่นี่ไม่ได้แข่งขันด้วยขนาด แต่ยืนหยัดด้วยรสนิยม ตั้งอยู่บนทำเลธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ และช่วยนิยามความหมายใหม่ให้กับคำว่า “ความหรูหรา” ของเมืองแห่งนี้
บทสัมภาษณ์พิเศษ Surapee Rojanavongse ประธาน Gaysorn Group แห่งประเทศไทย
ในวัย 90 ปี Surapee Rojanavongse ยังคงเรียนรู้การใช้ AI ทุกวัน
“มันใช้งานได้ดีและสนุกมาก” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แต่บางครั้งมันก็ทำผิด ฉันก็มีด่ามันบ้างเหมือนกัน”
ตั้งแต่แรกเริ่ม เธอไม่เคยคิดจะสร้างศูนย์การค้าที่ใหญ่โตและรวบรวมทุกสิ่งเอาไว้
“ประเด็นสำคัญไม่ใช่พื้นที่ แต่คือประสบการณ์”
สิ่งที่เธอต้องการคือการนำแบรนด์คุณภาพสูงที่สุดเข้ามา และมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ประณีตที่สุดให้แก่ลูกค้า แนวคิดที่ดูค่อนข้างกล้าหาญในเวลานั้น วันนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่มองการณ์ไกลอย่างยิ่ง
แต่สำหรับ คุณสุรภีร์ จุดเริ่มต้นของแลนด์มาร์กทางธุรกิจแห่งนี้กลับเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต
เมื่อเธออายุเพียงสามสิบกว่า ๆ สามีเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ภาระในการดูแลลูกเล็กสี่คนและที่ดินผืนหนึ่งซึ่งยังรอการพัฒนาจึงตกอยู่บนบ่าของเธอทั้งหมด ในเวลานั้น เกษร ยังเป็นเพียงร้านค้าธรรมดา ๆ หนึ่งแถว ไม่มีใครคาดคิดว่าผู้หญิงที่เคยทำงานเป็นเลขานุการที่สายการบินPan Am และเคยลงมือออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าให้ลูกค้าด้วยตัวเอง จะมองเห็นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าของที่ดินผืนนี้ และพาลูก ๆ ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาร่วมกันสานต่อแนวคิดที่สามีทิ้งไว้ให้กลายเป็นความจริงทีละขั้น
“ความดีความชอบที่แท้จริงเป็นของลูก ๆ” เธอกล่าวอยู่เสมอ “นี่คือธุรกิจที่ครอบครัวของเราร่วมกันคิดและร่วมกันสร้างขึ้นมา”
จุดเริ่มต้นของความกล้าที่จะบุกเบิก
จิตวิญญาณของการกล้าคิดกล้าทำนี้มีที่มาไม่น้อย สามีของเธอเป็นคนที่หลงใหลในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เขาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่นำธุรกิจโบว์ลิ่งเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ยุคแรก ๆ เคยทำธุรกิจท่องเที่ยว และยังเป็นผู้ตั้งชื่อแบรนด์โรงแรมของครอบครัวในเวลาต่อมาว่า “Amarin”
ส่วนตัว คุณสุรภีร์ เองก็ไม่ใช่คนที่พอใจกับชีวิตที่อยู่อย่างสบาย ๆ แม้ในช่วงเวลาที่ดูแลสามีและลูก ๆ เธอยังอาศัยความสามารถด้านการตัดเย็บ เปิดร้านเสื้อผ้าและทำธุรกิจที่ออกแบบและตัดเย็บด้วยตัวเอง
“สำหรับฉัน สิ่งนั้นเกิดจากความชอบมากกว่าความต้องการหาเงิน”
พื้นฐานของเธอคือสายเลือดชาวจีนแต้จิ๋วจากเมืองเฉาซาน และการอบรมเลี้ยงดูที่ปลูกฝังคำว่า “ขยัน” เข้าไปในตัวตนตั้งแต่เด็ก ประสบการณ์การเดินทางไปศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่วัยสาว ทำให้เธอเข้าใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่า การบริหารบ้านกับการบริหารธุรกิจมีหลักการที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสมาชิก การวางแผนการเงิน หรือการประสานงานเรื่องต่าง ๆ ทั้งครอบครัวและองค์กรล้วนต้องอาศัยทักษะเหล่านี้
ปัจจุบันเธอได้ส่งต่อธุรกิจให้กับคนรุ่นถัดไปแล้ว และหันไปทุ่มเทให้กับงานอีกด้านหนึ่งที่ยาวนานไม่แพ้กัน นั่นคือ การสืบสานงานหัตถกรรม การส่งเสริมการศึกษาด้านวัฒนธรรม และการพัฒนาศักยภาพของผู้หญิง
ในฐานะอดีตประธาน World Crafts Council ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เธอเดินทางพบปะหน่วยงานรัฐบาล โรงเรียน และช่างฝีมือ เพื่อทำให้งานฝีมือที่ถูกมองข้ามมาเป็นเวลานานกลับมาได้รับการยอมรับอีกครั้ง
ในปี 2015 เธอร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย เชิญเด็กนักเรียนจากโรงเรียนประถมศึกษากว่า 40 แห่งทั่วประเทศ นำผลงานสิ่งทอและภาพวาดที่พวกเขาสร้างสรรค์ด้วยตัวเองมาจัดแสดงบนเวที วันนั้นยอดขายผลงานในงานสูงกว่า 2 ล้านบาท
แต่สิ่งที่ทำให้เธอซาบซึ้งใจมากกว่าตัวเลข คือคำพูดของเด็กชายคนหนึ่งที่บอกว่า
“โตขึ้นผมอยากเป็นครู จะได้สืบทอดงานฝีมือเหล่านี้ต่อไป”
สำหรับเธอแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขใด ๆ คือการที่เด็ก ๆ ได้ค้นพบคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง
เธอเชื่อมั่นว่า งานหัตถกรรมดั้งเดิมไม่ใช่สิ่งเก่าเก็บที่ควรถูกทิ้งไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ของประเทศ และเป็นภาษาร่วมที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ
เธอยินดีที่ได้เห็นงานฝีมือจากเอเชียก้าวเข้าสู่เวทีระดับโลก เช่น Dior ที่เคยร่วมงานกับดีไซเนอร์ไทยและนำงานจักสานไม้ไผ่แบบดั้งเดิมมาผสมผสานเข้ากับแฟชั่นระดับสูง
“ตราบใดที่มีการออกแบบและนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยม” เธอกล่าว “งานหัตถกรรมดั้งเดิมของเอเชียก็สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดระดับโลกได้เช่นกัน”
เมื่อถูกถามว่าทำไมเธอจึงยอมทุ่มเทให้กับเรื่องนี้มากมาย คำตอบของเธอสั้น กระชับ และหนักแน่นว่า
“เพราะคนที่ต้องการความช่วยเหลือนั้นมีมากกว่าคนที่มีทรัพยากรอยู่เสมอ”
สิ่งที่ช่วยประคับประคองเธอผ่านช่วงเวลาเก้าสิบปีแห่งชีวิต คือความมั่นคงจากหลักธรรมทางพุทธศาสนา รวมถึงแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ รัชกาลที่ 9 ทรงส่งเสริม ซึ่งไม่จำเป็นต้องแสวงหาทุกสิ่งจนเต็มขีดจำกัด แต่ควรดำเนินชีวิตอย่างพอดีและมั่นคง
“อายุของคนเราหลายครั้งขึ้นอยู่กับทัศนคติ” เธอกล่าว
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงใช้ชีวิตในทุกช่วงวัยอย่างเต็มเปี่ยมและสงบงาม
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องราวย้อนมองชีวิตของนักธุรกิจหญิงผู้ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นคำบอกเล่าจากหญิงผู้เปี่ยมด้วยปัญญาเกี่ยวกับ ความมั่งคั่ง วัฒนธรรม และความหมายของชีวิต
เมื่อเปิดอ่านบทสนทนานี้ คุณจะได้เห็นภาพสะท้อนของยุคสมัย และได้สัมผัสวิถีชีวิตที่สงบ งดงาม และเปี่ยมด้วยคุณค่า ซึ่งสามารถหยิบกลับมาอ่านซ้ำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
บทสัมภาษณ์
ManGu: ทราบมาว่าในวัยสาว คุณเคยไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ตอนนั้นเคยคิดไหมว่าในอนาคตตัวเองอยากทำงานอะไร?
คุณสุรภีร์: ฉันเรียนจบตอนอายุ 19 ปี และไปเรียนต่อที่อังกฤษเป็นเวลา 3 ปี หลังกลับประเทศไทย งานแรกของฉันคือการทำงานเป็นเลขานุการที่ Pan Am
ตอนเรียนที่อังกฤษ ฉันเรียนเอกคหกรรมศาสตร์ ได้เรียนทั้งการตัดเย็บและทักษะที่ใช้ได้จริงต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันชอบอยู่แล้ว และฉันก็เรียนจบด้วยผลการเรียนที่ดีมาก ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ยังคงออกแบบ ตัด และเย็บเสื้อผ้าด้วยตัวเองมาตลอด
ManGu: แสดงว่าความผูกพันกับงานออกแบบเสื้อผ้าของคุณเริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนนั้นเลยนะคะ!
คุณสุรภีร์: ตั้งแต่เด็กฉันก็ชอบแต่งตัวอยู่แล้ว เวลาไปงานต่าง ๆ ก็อยากใส่เสื้อผ้าใหม่ ๆ ตอนนั้นพี่สาวมักช่วยทำเสื้อผ้าให้ฉัน แต่บางครั้งเธอก็ไม่ว่าง ฉันจึงตั้งใจว่าจะต้องเรียนรู้การทำเสื้อผ้าด้วยตัวเองให้ได้ จะได้ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น
ต่อมาฉันเรียนที่ Wattana Wittaya Academy ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย และ Cheltenham Ladies’ College โรงเรียนเก่าแก่ในอังกฤษ ทั้งสองแห่งมีระเบียบและมาตรฐานที่เข้มงวดมาก ตอนนั้นมีนักเรียนไทยเพียง 3 คน และฉันเลือกเรียนคหกรรมศาสตร์
หลายคนคิดว่าคหกรรมศาสตร์คือการเรียนทำงานบ้าน แต่จริง ๆ แล้วมันคล้ายกับหลักสูตรด้านการบริหารแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการทำอาหาร การจัดเลี้ยง การบริหารครอบครัว การวางแผนการเงิน และการศึกษาของเด็ก ซึ่งมีความใกล้เคียงกับการบริหารโรงแรม
ฉันเชื่อมาตลอดว่าการบริหารธุรกิจกับการบริหารครอบครัวมีความคล้ายคลึงกัน ทั้งการดูแลสมาชิก การเลี้ยงดูลูก การวางแผนการเงิน และการประสานงานต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารธุรกิจเช่นกัน
ทั้งประเทศไทยและจีนต่างให้ความสำคัญกับครอบครัว เพียงแต่สังคมไทยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีอิสระมากกว่า ฉันเกิดในครอบครัวเชื้อสายจีน จึงเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ManGu: หลังเรียนจบ คุณเข้าสู่การทำงานที่ Pan Am ประสบการณ์ครั้งนั้นให้อะไรกับคุณบ้าง?
คุณสุรภีร์: ฉันทำงานหลักเป็นเลขานุการให้ผู้บริหารชาวต่างชาติ โดยหัวหน้าโดยตรงเป็นผู้จัดการประจำภูมิภาค ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสงานด้านการบริหารธุรกิจหลายอย่าง และเข้าใจการดำเนินงานขององค์กรมากขึ้น
นอกจากงานเลขานุการแล้ว ฉันยังรับผิดชอบเรื่องการจัดตารางเดินทาง การคำนวณราคาตั๋ว และงานอื่น ๆ ในสมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ เส้นทาง ระยะทาง และราคาตั๋วต่าง ๆ ต้องคำนวณด้วยมือทั้งหมด เป็นงานที่ยุ่งยากมาก
ประสบการณ์ครั้งนั้นยังทำให้ฉันได้เรียนรู้การบริหารสำนักงานและการเข้าสังคมทางธุรกิจ หัวหน้าของฉันมักเข้าร่วมชมรมธุรกิจและงานสังคมต่าง ๆ ฉันจึงได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์จริงด้านการบริหารธุรกิจและการติดต่อทางธุรกิจจากตรงนั้น
ManGu: ทำงานที่นั่นนานเท่าไรคะ?
คุณสุรภีร์: ฉันทำงานที่ Pan Am ประมาณ 4-5 ปี จนกระทั่งแต่งงานและมีลูก ตอนตั้งครรภ์ฉันก็ยังทำงานตามปกติ จนกระทั่งประมาณสองเดือนก่อนกำหนดคลอดจึงหยุดงาน
หลังลูกเกิด ฉันกลับมาอยู่บ้านและดูแลครอบครัว แต่พออยู่บ้านไปนาน ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ จึงเปิดร้านตัดเสื้อ ออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยตัวเอง ลูกค้าช่วงแรกส่วนใหญ่เป็นเพื่อน ๆ ก่อนที่จะค่อย ๆ มีลูกค้าประจำมากขึ้น
สำหรับฉันแล้ว สิ่งนี้เป็นเรื่องของความชอบมากกว่าการหาเงิน
ต่อมาฉันตั้งครรภ์ลูกแฝด สามีกลัวว่าฉันจะเหนื่อยเกินไป จึงหยุดกิจการร้านและกลับมาดูแลลูกอย่างเต็มที่ หลังจากนั้นก็มีลูกสาวอีกคน รวมทั้งหมดเป็นลูก 4 คน
น่าเสียดายที่สามีเสียชีวิตตั้งแต่อายุสามสิบกว่า ๆ เนื่องจากทำงานหนักมาเป็นเวลานานและประสบอุบัติเหตุ ทำให้ภาระในการดูแลลูกทั้งสี่คนตกอยู่กับฉันทั้งหมด
ตอนนั้น เกษร เพิ่งเริ่มต้นและยังมีขนาดเล็ก เป็นเพียงแถวร้านค้าที่รวมตัวกันเป็นย่านช้อปปิ้ง ต่อมาครอบครัวฝ่ายสามีได้แบ่งที่ดินและมอบที่ดินผืนนี้ให้ฉันดูแล
ฉันจึงเริ่มคิดว่า ที่นี่ไม่ควรเป็นเพียงร้านค้าแบบเดิม ๆ แต่สามารถพัฒนาให้เป็นศูนย์การค้าที่แท้จริงได้พอดีกับที่ลูก ๆ เรียนจบกันแล้ว เราจึงเริ่มผลักดันการเปลี่ยนแปลงของ เกษร ด้วยกัน
ManGu: ตอนนั้น เกษร เป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของกรุงเทพฯ หรือเปล่าคะ?
คุณสุรภีร์: ถ้าพูดอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ เพราะตอนนั้น Central ก็เปิดดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่ขนาดยังไม่ใหญ่เท่าปัจจุบัน
ตั้งแต่แรกเราไม่ได้ตั้งใจจะสร้างห้างขนาดใหญ่ แต่ต้องการสร้างศูนย์การค้าบูติกระดับไฮเอนด์ โดยให้ความสำคัญกับการนำแบรนด์คุณภาพสูงเข้ามาและมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ประณีต มากกว่าการแข่งขันด้านพื้นที่
ประกอบกับ เกษร ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจที่สำคัญที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ เดินทางสะดวกและเชื่อมต่อกับพื้นที่ต่าง ๆ ได้ง่าย ดังนั้นตั้งแต่เริ่มต้นเราจึงตัดสินใจให้ เกษร เป็นศูนย์การค้าที่มีแบรนด์ลักชัวรีเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นแนวทางที่แตกต่างจากตลาดอย่างมาก
ManGu: การวางตำแหน่งตลาดแบบนี้ทำให้กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคระดับกลางถึงสูง คุณมองพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้ากลุ่มนี้อย่างไร?
คุณสุรภีร์: ฉันคิดว่าไม่ว่าศูนย์การค้าจะวางตำแหน่งอย่างไร ผู้บริโภคก็จะตัดสินใจตามความต้องการของตัวเอง หากในตลาดมีสิ่งใหม่ ๆ ผู้คนก็พร้อมที่จะลอง ลูกค้าก็จะค่อย ๆ เข้ามาเอง นี่เป็นธรรมชาติของตลาด
ส่วนเรื่องการบริหาร เกษร ในเวลาต่อมา น่าจะต้องไปสัมภาษณ์ลูก ๆ ของฉันมากกว่า เพราะตอนนี้ฉันส่งมอบธุรกิจให้พวกเขาดูแลทั้งหมดแล้ว ฉันเพียงให้คำแนะนำเป็นครั้งคราว
ปีนี้ฉันอายุ 90 ปีแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ปัจจุบันเมื่อเทียบกับการบริหารธุรกิจ ฉันทุ่มเทให้กับงานสาธารณประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาสตรี และยังดำรงตำแหน่งในองค์กรสตรีและหน่วยงานด้านการพัฒนาสังคมหลายแห่ง
หลังจากสามีเสียชีวิต เราได้ก่อตั้งมูลนิธิในนามของเขาเพื่อทำความดีและตอบแทนสังคมอย่างต่อเนื่อง ฉันมักเล่าเรื่องราวของพ่อให้ลูก ๆ ฟัง และโชคดีที่พวกเขาสืบทอดความสามารถของพ่อ และยังบริหารธุรกิจได้ประสบความสำเร็จ
ฉันเชื่อเสมอว่า พ่อแม่ทำความดีสะสมบุญ ลูก ๆ ก็จะได้รับบุญและสิ่งดี ๆ ต่อไป
ManGu: ทราบว่าสามีของคุณก็มีคุณูปการต่อสังคมไทยไม่น้อยเลย คุณช่วยเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ได้ไหมคะ?
คุณสุรภีร์: เขาเป็นคนที่ชอบนวัตกรรมมากและมักทดลองสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ หนึ่งในโครงการแรก ๆ ที่เขานำเข้ามาในประเทศไทยคือธุรกิจโบว์ลิ่ง ตอนนั้นเราร่วมมือกับ Brunswick และ AMF เปิดสนามโบว์ลิ่งแห่งแรก ๆ ของประเทศไทยที่ เกษร
เรายังเคยทำธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งทำบริษัททัวร์และมีส่วนร่วมในการก่อตั้งสมาคมการท่องเที่ยว
จากการได้ติดต่อกับแบรนด์ต่างประเทศมากมาย เราจึงอยากตั้งชื่อแบรนด์ของตัวเองที่ออกเสียงง่าย จดจำง่าย และมีความหมายที่ดี สุดท้ายจึงเลือกชื่อ “Amarin” ซึ่งต่อมากลายเป็นชื่อโรงแรมในเครือ
แต่สิ่งที่เขารักที่สุดยังคงเป็นที่ดินผืนนี้ของ เกษร เขาต้องการสร้างที่นี่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กทางธุรกิจที่มีความโดดเด่นอย่างแท้จริง
ManGu: แล้วชื่อ เกษร มาจากไหนคะ?
คุณสุรภีร์: ชื่อ เกษร มาจากชื่อของทวดผู้หญิงของสามี เราได้รับมรดกทั้งที่ดินและกิจการของครอบครัว จึงใช้ชื่อของท่านมาตั้งเป็นชื่อ เพื่อแสดงความกตัญญูและรำลึกถึงบรรพบุรุษ
รากเหง้าจากจีนแต้จิ๋ว
ManGu: คุณและสามีมีเชื้อสายจีนทั้งคู่หรือเปล่าคะ?
คุณสุรภีร์: ใช่ค่ะ บรรพบุรุษของเรามาจากพื้นที่เฉาซานในประเทศจีน แต่ผ่านการผสมผสานมาหลายรุ่นแล้ว จึงมีทั้งเชื้อสายจีนและชาติพันธุ์อื่น ๆ ผสมกัน
ฉันฟังภาษาแต้จิ๋วได้เล็กน้อย แต่พูดไม่ค่อยได้ และฉันก็ชอบดูละครจีนด้วย รู้สึกว่าสนุกดี
ManGu: ครอบครัวของคุณและสามีต่างมีพื้นเพเป็นชาวจีน คุณรู้เรื่องราวต้นกำเนิดของครอบครัวมากแค่ไหน?
คุณสุรภีร์: บรรพบุรุษของครอบครัวสามีมาจากจีน แต่เพราะเป็นเรื่องราวของผู้ใหญ่ฝ่ายสามี ฉันจึงไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติช่วงแรกมากนัก
ส่วนพ่อของฉันเป็นลูกคนสุดท้องในครอบครัว ปู่เดินทางจากจีนมายังประเทศไทยโดยเรือ ส่วนพ่อเกิดและเติบโตในประเทศไทย และต่อมากลายเป็นศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียง
ท่านเคยทำงานด้านบริหารที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเดินทางไปศึกษาต่อที่อังกฤษ จนได้รับวุฒิ FRCS (Fellowship of the Royal College of Surgeons) ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีครึ่ง ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก
ในยุคนั้นประเทศไทยมีแพทย์ไม่มากนัก พ่อของฉันจึงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
ManGu: วัฒนธรรมจีนมีอิทธิพลต่อการเติบโตของคุณอย่างไร?
คุณสุรภีร์: วัฒนธรรมจีนกับหลักธรรมที่ฉันเรียนรู้ภายหลังมีหลายอย่างที่สอดคล้องกัน ฉันไม่เคยรู้สึกว่าทั้งสองสิ่งแตกต่างกันมากนัก
ช่วงหลายปีมานี้ฉันชอบดูซีรีส์จีนย้อนยุค เพราะได้เรียนรู้ว่าคนในอดีตใช้ชีวิตและคิดอย่างไร รวมถึงได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมากมาย ช่วงหลัง ๆ ผลงานซีรีส์ประวัติศาสตร์ของจีนทำออกมาได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
จริง ๆ แล้วไทยกับจีนมีวัฒนธรรมร่วมกันอยู่มาก ประเทศไทยมีคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก และค่านิยมหลายอย่างก็หลอมรวมอยู่ในวิถีชีวิตไปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ ความขยัน
ในอดีต ตอนเริ่มทำธุรกิจใหม่ ๆ บางคนในสังคมมองว่าการทำธุรกิจไม่ใช่อาชีพที่ดูดี ฉันเองยังรู้สึกเขินตอนเก็บเงินจากลูกค้าครั้งแรก แต่ภายหลังฉันเข้าใจว่า การทำธุรกิจเป็นอาชีพที่สุจริตและมีเกียรติ และนักธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากก็มีเชื้อสายจีน
ManGu: ปัจจุบันครอบครัวยังคงรักษาประเพณีและเทศกาลจีนอยู่ไหม?
คุณสุรภีร์: เทศกาลอย่างตรุษจีนยังคงอยู่ในชีวิตของครอบครัว เพียงแต่ตัวฉันเองเข้าร่วมค่อนข้างน้อยแล้ว เพราะภายหลังฉันศึกษาพุทธธรรมและฝึกสมาธิมาเป็นเวลานาน
การแสดงความระลึกถึงบรรพบุรุษสำหรับฉันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการไหว้หรือพิธีกรรมแบบดั้งเดิม แต่สามารถทำผ่านการทำบุญ การให้ และการสร้างกุศลได้
อย่างไรก็ตาม ฉันคิดว่าวัฒนธรรมการไหว้บรรพบุรุษของจีนยังมีคุณค่าอย่างมาก เพราะจุดสำคัญคือการทำให้วัฒนธรรมได้รับการรักษาไว้ในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมและมองเห็นได้ หากไม่มีรูปแบบใด ๆ เลย คนรุ่นหลังก็ยากที่จะเข้าใจและสัมผัสประเพณีเหล่านี้อย่างแท้จริง
ดังนั้นสำหรับคนรุ่นใหม่ ฉันคิดว่าการรักษาพิธีกรรมบางอย่างไว้เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน แน่นอนว่าเมื่อเข้าใจธรรมะมากขึ้น แต่ละคนก็สามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองในการแสดงความเคารพได้เช่นกัน
จากนักธุรกิจสู่ผู้ผลักดันงานหัตถกรรมไทย
ManGu: อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณเริ่มสนใจและทุ่มเทให้กับงานหัตถกรรมและการพัฒนาวัฒนธรรมอย่างจริงจัง?
คุณสุรภีร์: ฉันเคยดำรงตำแหน่งประธาน World Crafts Council ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และได้พบกับช่างฝีมือมากมายจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
ฉันพบว่าไม่ว่าจะประเทศไหน ปัญหาก็คล้ายกัน คือช่างฝีมือและศิลปินที่มีความสามารถมักไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร
จริง ๆ แล้วงานหัตถกรรมเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง ล้วนเกี่ยวข้องกับงานฝีมือ เพียงแต่คนมักมองว่ามันเป็นเพียงอุตสาหกรรมหรือการผลิตเสื้อผ้า และไม่ค่อยตระหนักว่างานฝีมืออยู่รอบตัวเรา
งานหัตถกรรมที่ดีอย่างแท้จริงก็คืองานศิลปะ เช่น Louis Vuitton เองก็เริ่มต้นจากงานฝีมือ เช่นเดียวกับนาฬิกาสวิสที่ไม่สามารถแยกออกจากทักษะงานฝีมืออันประณีตได้
ปัจจุบันผู้คนเริ่มตระหนักมากขึ้นว่างานหัตถกรรมดั้งเดิมคือ Soft Power ทางวัฒนธรรม ที่สะท้อนวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และรากเหง้าของชาติ
จีนทำได้ดีมากในด้านการสืบทอดวัฒนธรรม ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีงานฝีมือที่หลากหลาย เพียงแต่ในอดีตยังไม่ค่อยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสาน
หลังจากศึกษาพุทธธรรม ฉันยิ่งเข้าใจว่าไม่ว่าเราจะมาจากประเทศหรือชาติพันธุ์ใด มนุษย์ก็มีความเป็นมนุษย์ร่วมกัน เราทุกคนล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน
ดังนั้นทุกวันนี้ฉันจึงทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการผลักดันงานหัตถกรรมและวัฒนธรรม
ManGu: แล้วคุณมองว่าบทบาทของตัวเองในเรื่องนี้คืออะไร?
คุณสุรภีร์: ฉันวางบทบาทของตัวเองไว้ในฐานะ ผู้สนับสนุนและผู้ผลักดัน ฉันต้องการใช้แพลตฟอร์ม ทรัพยากร และโอกาสที่ตัวเองมีเพื่อช่วยเหลือผู้คนให้มากขึ้น ไม่ใช่เข้าไปแข่งขันกับช่างฝีมือ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่ฉันทำส่วนใหญ่คือการประสานงาน การประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ และทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรต่าง ๆ
ในปี 2015 เราร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เชิญนักเรียนจากโรงเรียนประถมศึกษา 41 แห่งทั่วประเทศ นำผลงานสิ่งทอ งานจักสาน ภาพวาด และผลงานอื่น ๆ ที่พวกเขาสร้างสรรค์ด้วยตัวเองมาจัดแสดง และให้เด็ก ๆ เป็นผู้แนะนำผลงานด้วยตัวเอง
วันนั้นยอดขายในงานสูงกว่า 2 ล้านบาท
สิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขมากกว่าคือเด็ก ๆ ได้รับความมั่นใจ มีเด็กชายคนหนึ่งบอกฉันว่า
“โตขึ้นผมอยากเป็นครู จะได้สืบทอดงานฝีมือเหล่านี้ต่อไป”
ฉันรู้สึกซาบซึ้งมาก สิ่งสำคัญจริง ๆ ไม่ใช่จำนวนเงินที่ขายได้ แต่คือการที่เด็ก ๆ ได้ค้นพบคุณค่าของตัวเอง
การศึกษาควรเริ่มตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันเรายังส่งเสริมการศึกษาธรรมะสำหรับเด็กในเชียงใหม่ด้วย
ฉันคิดว่างานหัตถกรรมกับพุทธธรรมควรพัฒนาไปพร้อมกัน สิ่งหนึ่งฝึกมือ อีกสิ่งหนึ่งฝึกใจ
ฉันยังอยากให้คนรุ่นใหม่ไม่มองงานหัตถกรรมดั้งเดิมว่าเป็นสิ่งเก่า ๆ จากอดีต แต่ควรมองว่ามันเป็นพลังทางวัฒนธรรมที่สามารถพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ตลอดเวลา เพราะการรู้จักวัฒนธรรมของตัวเอง จะทำให้เราเข้าใจรากเหง้าของตัวเอง และมีความมั่นใจมากขึ้นในการก้าวไปสู่อนาคต
งานฝีมือเอเชียกับตลาดลักชัวรีระดับโลก
ManGu: ทำไมแบรนด์ยุโรปจำนวนมากจึงสามารถพัฒนางานฝีมือให้กลายเป็นแบรนด์ลักชัวรีได้ ขณะที่เอเชียมีจำนวนน้อยกว่าคะ?
คุณสุรภีร์: เอเชียเองก็มีงานฝีมือที่ยอดเยี่ยม เพียงแต่แนวทางการพัฒนาแตกต่างกัน
แบรนด์ลักชัวรีระดับสูงของยุโรปจำนวนมากสร้างขึ้นบนพื้นฐานของงานฝีมืออันประณีต จึงสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนงานฝีมือระดับสูงของเอเชียมักสะท้อนออกมาในรูปแบบของเสื้อผ้า สิ่งทอ และวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ละพื้นที่มีเสื้อผ้า ผืนผ้า และเครื่องเงินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงงานฝีมือ แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้วย
อย่างผ้าไทยที่ฉันสวมอยู่ในวันนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทั้งสวย สวมใส่สบาย และสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตสมัยใหม่ได้
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนใช้เทคโนโลยีและการออกแบบเข้ามายกระดับงานหัตถกรรมดั้งเดิม ทำให้ผลงานยังคงรักษาความเป็นดั้งเดิมไว้ ขณะเดียวกันก็เข้ากับตลาดสมัยใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียสามารถนำไปเรียนรู้ได้
แบรนด์ยุโรปเองก็เริ่มได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเอเชียมากขึ้น เช่น Dior เคยร่วมงานกับดีไซเนอร์ไทย Korakot Aromdee และนำงานจักสานไม้ไผ่ไทยมาผสมผสานในการออกแบบจนก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า หากมีการออกแบบและนวัตกรรมที่ดี งานหัตถกรรมดั้งเดิมของเอเชียก็สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดระดับไฮเอนด์ของโลกได้
หากมีโอกาส ฉันก็อยากแนะนำให้ทุกคนไปชมผลงานของแบรนด์ในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระองค์ทรงทุ่มเทมาเป็นเวลาหลายปีเพื่อผลักดันงานหัตถกรรมและเครื่องแต่งกายไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ และทำให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทย
ManGu: คุณเองก็เคยร่วมงานกับพระองค์เพื่อผลักดันเรื่องนี้ด้วยใช่ไหมคะ?
คุณสุรภีร์: ถ้าจะพูดว่า “ร่วมงาน” อาจไม่ตรงนัก ฉันคิดว่าตัวเองเป็นผู้เดินตามพระดำริของพระองค์ และร่วมกันผลักดันการพัฒนางานหัตถกรรมดั้งเดิมมากกว่า
พระองค์เคยถามฉันว่า ทำไมฉันถึงยอมใช้เวลามากมายกับเรื่องนี้ ฉันตอบไปง่าย ๆ ว่า
“เพราะคนที่ต้องการความช่วยเหลือมีมากกว่าคนที่มีทรัพยากรอยู่เสมอ”
หากเรามีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเวลา ประสบการณ์ หรือเงินทอง เราก็ควรพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้มากที่สุด แม้จะเป็นเพียงการให้คำแนะนำ การตั้งกองทุนฝึกอบรม หรือการสะสมผลงานที่ดีเอาไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษา สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความหมาย
ฉันเชื่อเสมอว่าการศึกษาต้องเริ่มจากเด็ก หากเด็ก ๆ ไม่รู้จักวัฒนธรรมและงานหัตถกรรมของตัวเอง มรดกอันล้ำค่าเหล่านี้ก็จะสูญหายไปในที่สุด
นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของประเทศไทย แต่เป็นความท้าทายของทั้งโลก
คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันต้องการความรวดเร็ว และมีคนจำนวนน้อยลงที่ยอมใช้เวลาเรียนรู้ทักษะซึ่งต้องอาศัยความอดทน แต่คุณค่าที่แท้จริงของการเรียนงานฝีมือไม่ได้อยู่แค่ทักษะ หากยังอยู่ที่การฝึก ความอดทน ความละเอียดอ่อน และความรู้สึกต่อความงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องจักรไม่สามารถเลียนแบบได้
AI กับอนาคตของงานหัตถกรรม
ManGu: เมื่อ AI กำลังแพร่หลายมากขึ้น คุณคิดว่า AI จะช่วยส่งเสริมงานหัตถกรรม หรือจะทำให้ผู้คนละเลยงานฝีมือมากขึ้น?
คุณสุรภีร์: คนรุ่นใหม่กำลังเริ่มกลับมาตระหนักถึงคุณค่าของงานหัตถกรรม และสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ จาก AI มาประยุกต์ใช้กับงานหัตถกรรมดั้งเดิมได้ ฉันคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ดี
AI ควรเป็น เครื่องมือช่วยเหลือ ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาแทนที่ทุกอย่าง
ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน สุดท้ายมนุษย์ก็ยังต้องเป็นผู้คิด เป็นผู้ตัดสินใจ และบอก AI ว่าเราต้องการสร้างสรรค์อะไร
AI ช่วยประหยัดเวลาได้มาก โดยเฉพาะการจัดการเอกสารและรวบรวมข้อมูล ทำให้เราสามารถนำเวลาไปใช้กับสิ่งที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์จริง ๆ
ตัวฉันเองก็ยังเรียนรู้การใช้ AI อยู่เลย มันใช้งานได้ดีและสนุกมาก แต่บางครั้งมันก็ทำผิด ฉันก็มีด่ามันบ้างเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ)
เอกลักษณ์ของงานหัตถกรรมไทย
ManGu: เมื่อเปรียบเทียบกับจีน คุณคิดว่างานหัตถกรรมไทยมีจุดเด่นและข้อได้เปรียบอะไร?
คุณสุรภีร์: เรื่องนี้เปรียบเทียบกันได้ยาก เพราะแต่ละประเทศมีเสน่ห์เฉพาะตัว
ถ้าพูดถึงประเทศไทย ฉันคิดว่าจุดเด่นอยู่ที่ งานสิ่งทอ โดยเฉพาะเทคนิคการทอและการออกแบบลวดลาย
ตัวอย่างเช่นลวดลาย Mudmee (มัดหมี่) ที่มีรูปแบบหลากหลายและต้องอาศัยจินตนาการของช่างอย่างมาก รวมถึงการทอแบบ Jok (จก) ซึ่งล้วนสะท้อนภาษาทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย
ส่วนจีน ฉันไม่ได้ศึกษาลึกมากนัก แต่ทุกครั้งที่เห็นก็รู้สึกทึ่ง โดยเฉพาะงานปักและงานแกะสลักที่มีความประณีตอย่างมาก ศิลปินจีนจำนวนไม่น้อยยังมีพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์เป็นของตัวเอง และได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับสูง
เมื่อเทียบกันแล้ว ไทยให้ความสำคัญกับทักษะฝีมืออันประณีตมากกว่า แต่ในอดีตศิลปินที่มีความสามารถยังได้รับความสนใจไม่มากพอ ปัจจุบันสถานการณ์กำลังค่อย ๆ ดีขึ้น
ตอนที่ฉันเริ่มเข้ามาทำงานด้านนี้ แทบไม่มีใครเข้าใจว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันเคยสงสัยเหมือนกันว่าจะสามารถทำต่อไปได้หรือไม่
จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันได้ยินพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทางวิทยุว่า
“คนที่คิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง อย่าท้อแท้ ขอให้เดินหน้าต่อไป”
ฉันกลั้นน้ำตาไม่อยู่ และตั้งแต่นั้นมาก็เดินหน้าต่อมาจนถึงวันนี้
แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระองค์ทรงพระราชทานไว้นั้นเป็นแนวคิดที่ยิ่งใหญ่มาก สอนให้เราใช้ชีวิตอย่างพอดีและมั่นคง
ตลอดเส้นทางมีอุปสรรคมากมาย แต่ฉันไม่เคยเก็บประสบการณ์ไว้กับตัวเอง เพราะฉันคนเดียวไม่มีทางทำงานใหญ่ขนาดนี้ให้สำเร็จได้
ฉันคิดว่าสิ่งที่เราขาดจริง ๆ ไม่ใช่ความสามารถ แต่คือ ความร่วมมือ
เคล็ดลับของวัย 90 ปี
ManGu: คุณมีอายุถึง 90 ปีแล้ว แต่ยังดูสดใสและมีพลังมาก สามารถแบ่งปันเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพและความกระฉับกระเฉงให้กับเราได้ไหม?
คุณสุรภีร์: ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแก่เลย อายุของคนเราหลายครั้งขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ
ฉันใส่ใจดูแลร่างกายมาก และควบคุมอาหารมาตลอด ตั้งแต่เด็กก็มีคนสอนว่า กินแค่ให้อิ่ม ไม่ควรกินจนแน่นเกินไป ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งไม่ควรกินมากเกินไป
ฉันพยายามเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการ ของทอดก็กินได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่มากเกินไป
ฉันกินอาหารเกือบทุกอย่าง สิ่งเดียวที่ไม่กินคือ เนื้อวัว เพราะเมื่อก่อนเคยแพ้ นอกนั้นก็เน้นผักและโปรตีน รับประทานอาหารให้สมดุล และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ข้อความถึงผู้อ่าน
ManGu: สุดท้าย คุณมีอะไรอยากฝากถึงผู้อ่านไหม?
คุณสุรภีร์: หากคนเราต้องการมีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การนำหลักธรรมทางพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
เมื่อเราใช้ธรรมะเป็นหลักในการเผชิญกับชีวิต หลายสิ่งจะชัดเจนและเข้าใจได้มากขึ้น ทำให้เราสามารถเผชิญชีวิตด้วยจิตใจที่สงบและเป็นอิสระมากกว่าเดิม
หวังว่าทุกคนจะมีความสุข ขอบคุณทุกคนค่ะ